2007/Nov/26

ยาเสพติดให้โทษ หมายความว่า สารเคมี หรือวัตถุชนิดใด  ซึ่งเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกาย  ไม่ว่าจะโดยรับประทาน ดม สูบ ฉีด หรือ
ด้วยประการใด ๆ แล้วทำให้เกิดผลต่อร่างกาย  และจิตใจในลักษณะสำคัญ เช่น ต้องเพิ่มขนาดการเสพขึ้นเป็นลำดับ มีอาการถอน
ยาเมื่อขาดยามีความต้องการเสพทั้งร่างกาย และจิตใจอย่างรุนแรงอยู่ตลอดเวลา และสุขภาพโดยทั่วไปจะทรุดโทรมลง

      เสพ หมายความว่า การรับยาเสพติดให้โทษเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ ยาเสพติดให้โทษ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ
      1. ประเภท 1  ยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง เช่น เฮโรอีน
      2. ประเภท 2 ยาเสพติดให้โทษทั่วไป เช่น มอร์ฟีน โคคาอีน ฝิ่นยา
      3. ประเภท 3 ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นตำรับยา และมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ผสมอยู่ด้วย
      4. ประเภท 4 สารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 1 หรือ ประเภท 2 เช่น อาเซติกแอนด์ไอไดร์
      5. ประเภท 5 ยาเสพติดให้โทษที่มิได้เข้าอยู่ในประเภท 1 ถึงประเภท 4 เช่น กัญชา พืชกระท่อม

ความผิดฐานเสพยาเสพติด
      เสพกัญชา  ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 92  บัญญัติว่า "ผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ต้องระวาง
โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ดังนั้นผู้ใดเสพกัญชา ไม่ว่าด้วยวิธีการใด ๆ เช่น เอากัญชา
ผสมบุหรี่แล้วสูบ หรือเสพกัญชาโดยใช้บ้องกัญชา ถือว่าผู้นั้นมีความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน
1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท
      เสพยาบ้า หรือเฮโรอีน  ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 บัญญัติว่า "ผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
      ดังนั้นผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เช่น ยาบ้า เฮโรอีน ไม่ว่าโดยวิธีการสูดดมจากการรมควัน หรือฉีดเฮโรอีนเข้าเส้น
เลือดหรือสูดดมเข้าทางจมูก ถือว่าผู้นั้นมีความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ซึ่งมีโทษจำคุกหนักกว่าเสพกัญชา
      เสพสารระเหย  
      สารระเหย  หมายความว่า สารเคมีหรือผลิตภัณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศว่าเป็นสารระเหย เช่น กาวต่าง ๆ
      ผู้ติดสารระเหย  หมายความว่า ผู้ซึ่งต้องใช้สารระเหยบำบัดความต้องการของร่างกายและจิตใจเป็นประจำ
      ความผิดฐานเสพสารระเหยนั้น  ตาม พ.ร.ก.ป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. 2533 มาตรา 17 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดใช้สาร-
ระเหยบำบัดความต้องการของร่างกายหรือจิตใจ ไม่ว่าโดยวิธีสูดดม หรือวิธีอื่นใด หากผู้ใดฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับ
ไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

ความผิดฐานครอบครองยาเสพติดให้โทษ
      ความผิดฐานครอบครองยาบ้า หรือเฮโรอีน ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต
นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในความครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1" ซึ่งมาตรา 67 บัญญัติว่า "ผู้ใดมีไว้ในความ
ครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท
ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากผู้ใดครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ประเภทยาบ้าเกิน 15 เม็ด กฎหมายสันนิษฐาน
ไว้ก่อนว่าผู้นั้นครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึงตลอดชีวิต"

2007/Nov/13

การต่อเติมระดับไหนที่เราต้องขออนุญาต มีกฎหมายเกี่ยวข้องอยู่หลายมาตรา แต่จดจำอย่างง่าย ๆ ก็คือ การต่อเติมใด ๆ ก็ตาม หากต้องมีการลงเสา ขึ้นคาน หมายความว่าต้องใช้เสาเพิ่ม และวางคานเพิ่ม ล้วนต้องขออนุญาต โดยพื้นฐานคือไปขออนุญาตที่สำนักงานโยธาเขตซึ่งอยู่ที่เดียวกับเขตหรืออำเภอนั่นแหละ

 

การขออนุญาตก็นำแบบแปลนที่เขียนโดยผู้มีสิทธิ มีการลงนามรับรองจากสถาปนิกและวิศวกร นั่นคือการปฏิบัติให้ถูกกฎหมาย!

ต่อเติมทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่จะผิดกฎหมาย

ในความเป็นจริง โอกาสที่จะต่อเติมให้ถูกกฎหมายมีเฉพาะบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่ดินขนาดใหญ่สักหน่อยเท่านั้น ถ้าเป็นทาวน์เฮ้าส์ และอาคารพาณิชย์ ร้อยละ 99 ไม่มีโอกาสที่จะต่อเติมได้อย่างถูกกฎหมาย ทั้งนี้เพราะการก่อสร้างทาวน์เฮ้าส์และอาคารพาณิชย์จะเว้นระยะห่างจากอาคารและที่ดินข้างเคียงไว้พอดีตามกฎหมายกำหนด นั่นคือถ้าเป็นทาวน์เฮ้าส์ และอาคารพาณิชย์ต้องเว้นทางด้านหลัง 3 เมตร ด้านหน้า 3 เมตร และทางด้านข้างสำหรับหลังริม 2 เมตร

หมายความว่า ที่ว่างด้านหลังซึ่งมักระบุว่าเป็นลานซักล้าง ล้วนต่อเติมอย่างถูกกฎหมายไม่ได้ ไม่ว่าจะทำเป็นเพิงชั้นเดียว หรือทำอย่างดี 2 ชั้นจนตลอดทุกชั้นตามความสูงของทาวน์เฮ้าส์หรืออาคารพาณิชย์ รวมทั้งด้านหน้าที่ต่อเป็นที่จอดรถชั้นเดียว ที่เห็น ๆ ต่อเติมสวยงาม
มาก น้อยตามรสนิยมและงบประมาณนั้นล้วนผิดกฎหมาย

2007/Nov/11

พระบิดากฎหมายไทย คือ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หรือ พระนามเดิมว่าพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์
เป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๑๔ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๕) กับ เจ้าจอมมารดากลับ ประสูติเมื่อวันพุธ ขึ้น ๑๑ ค่ำเดือน ๑๑ ปีจอ จุลศักราช ๑๒๓๖ ตรงกับวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๔๑๗ เมื่อทรงพระเยาว์ ทรงเข้ารับการศึกษาวิชาภาษาไทยครั้งแรกที่สำนักพระยาศรีสุนทรโวหาร(น้อยอาจารยางกูร) จากนั้นทรงศึกษาภาษาอังกฤษขึ้นต้นในสำนักครูรามสามิแล้วไปศึกษาภาษาไทยต่อที่สำนักพระยาโอวาทวรกิจ (แก่นเปรียญ) และโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบโดยมีเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นอาจารย์ผู้สอน ต่อมาในวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๔๒๗ เมื่อเจริญพระชันษาได้ ๑๐ ชันษา ทรงเข้าพิธีโสกันต์ พร้อมด้วยพระเจ้าลูกยาเธออีก ๓ พระองค์ คือ พระองค์เจ้ากิตติยากรวรลักษณ์กรมพระจันทบุรีนฤนาท พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดมกรมหลวงปราจิณกิติบดีและพระองค์เจ้าจิระประวัติวรเดชกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ในปีถัดมาทรงผนวชเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามโดยในระหว่างที่ทรงผนวชแม้จะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพียง ๒๒ วัน แต่ได้ทรงแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถที่เหนือกว่าบุคคลทั่วไปเมื่อทรงจำพระวินัยสงฆ์ได้อย่างแม่นยำชนิดพระสงฆ์ที่บวชเรียนมาแล้วหลายพรรษา ก็ยังไม่สามารถท่องจำวินัยสงฆ์ได้แม่นยำเช่นพระองค์ท่าน
          หลังจากที่ทรงลาผนวชแล้ว เสด็จไปศึกษาต่อ ณ โรงเรียนมัธยมกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา ๓ ปีเมื่อสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมแล้วทรงสอบเรียนต่อกฎหมายที่มหาวิทยาลัยออกฟอร์ดได้ด้วยพระชนมายุเพียงแค่ ๑๔ ชันษา แต่ทางมหาวิทยาลัยไม่ยอมให้ทรงเข้าศึกษาต่อ เนื่องจากติดข้อบังคับที่ว่าอายุไม่ถึง ๑๘ ปีแต่ก็มิได้ย่อท้อ เสด็จไปขอร้องเป็นกรณีพิเศษต่อทางมหาวิทยาลัยว่า "คนไทยเกิดง่ายตายเร็ว" จนทางมหาวิทยาลัยยินยอมให้สอบอีกครั้ง ซึ่งก็ทรงสอบได้และได้ศึกษาต่อจนจบหลักสูตรปริญญาตรีด้านกฎหมายชั้นเกียรตินิยม โดยใช้เวลาศึกษาเพียงแค่ ๓ ปี จากปกติที่ต้องใช้เวลาเรียนถึง ๔ ปี นับเป็นบัณฑิตที่มีอายุน้อยที่สุดด้วยพระชนม์แค่ ๑๗ ชันษาจากนั้นเมื่อเสด็จกลับมาเมืองไทยทรงเข้ารับราชการที่กรมราชเลขานุการ ได้ใช้พระปรีชาสามารถ พระสติปัญญาและพระวิริยะอุตสาหะในการทำงานเป็นอย่างมาก ในไม่ช้าก็ทรงสามารถทำงานได้ทุกตำแหน่งในกรม จนเป็นที่ยกย่องของข้าราชการในกรมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเป็นเลิศในการร่างพระราชหัตถเลขาได้เป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระพุทธเจ้าหลวงยิ่งนัก ถึงขนาดที่ทรงเรียกพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ว่า "เฉลียวฉลาดรพี" พร้อมกับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นองคมนตรี ในขณะเดียวกันทรงมีตำแหน่งเป็นสภานายกพิเศษจัดตั้งศาลมณฑลและศาลเมือง (ศาลจังหวัด) ขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ โดยทรงจัดตั้งศาลหัวเมืองในมณฑลอยุธยาขึ้นเป็นแห่งแรกแม้ในช่วงนั้นจะมีคดีความในศาลคั่งค้างอยู่มาก แต่ก็ทรงตัดชำระความด้วยพระองค์เองจนเสร็จสิ้นภายในเวลาอันรวดเร็วได้อย่างถูกต้องและเที่ยงธรรม จนเป็นที่เลื่อมใสของประชาชนทุกคน
                     เสนาบดีหนุ่มผู้พลิกฟื้นศาลยุติธรรมไทย จากพระวิริยะอุตสาหะ ตลอดจนพระปรีชาสามารถที่ได้ทรงงานเพื่อพัฒนาวงการศาลยุติธรรมไทยให้ได้มาตรฐานสากลครั้นเมื่อตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมว่างลงเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าไม่มีใครเหมาะสมในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมมากเกินไปกว่าพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ จึงทูลเกล้าฯถวายพระนามพระองค์ท่านขึ้นเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ทั้ง ๆ ที่ในเวลานั้นทรงมีพระชนมายุเพียง ๒๒ ชันษาเท่านั้นนับเป็นเสนาบดีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยหรือประวัติศาสตร์โลกก็ว่าได้แม้จะทรงได้เป็นเสนาบดีตั้งแต่วัยเยาว์ แต่ด้วยพระอัจฉริยภาพตลอดระยะเวลา ๑๔ ปี ในชีวิตเสนาบดีได้ทรงมุ่งมั่นในการปรับปรุงแก้ไขระเบียบศาล และงานยุติธรรมของประเทศไทยให้มีความเจริญรุดหน้าเทียบเท่านานาอารยประเทศ จนทำให้กระบวนการยุติธรรมไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดมา พระปณิธาณสูงสุดในการทรงงานที่ตั้งพระทัยทำอยู่ตลอดเวลามีอยู่ ๒ เรื่องคือการมีผู้พิพากษาที่ดีมีคุณธรรม กับการพัฒนากฎหมายไทย ในส่วนของผู้พิพากษา ทรงเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนกฎหมายขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๐ โดยยืมสถานที่ของกระทรวงยุติธรรมเป็นสถานที่สอน โดยทรงให้เหตุผลในการก่อตั้งว่า การที่จะดำเนินการกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปอย่างราบรื่นจำเป็นจะต้องจัดให้มีผู้รู้กฎหมายมากขึ้นกว่าเดิมซึ่งวิธีที่จะทำให้มีผู้รู้กฎหมายมากขึ้นคือ การเปิดสอนวิชากฎหมายให้ เป็นที่แพร่หลายจึงเป็นที่มาของโรงเรียนสอนกฎหมาย แต่การดำเนินการสอนของพระองค์ท่านในระยะแรกต้องประสบปัญหาอย่างมาก เพราะเมืองไทยในขณะนั้นไม่มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญในด้านกฎหมาย จึงทรงต้องคัดเลือกและสอนนักเรียนด้วยพระองค์เองทุกวิชา นับเป็นพระภารกิจที่หนักมาก นอกเหนือไปจากงานราชการในหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติเป็นประจำอยู่แล้วแต่ถึงอย่างไรก็มิเคยย่อท้อ หรือเบื่อหน่ายแม้แต่น้อย ในที่สุดปลายปี พ.ศ. ๒๔๔๐ จึงเปิดให้มีการสอบไล่เป็นเนติบัณฑิตขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อให้เนติบัณฑิตเหล่านี้นำความรู้ที่เรียนมาไปรับราชการช่วยแบ่งเบาพระภาระ สิ่งที่พระองค์ท่านทรงเน้นย้ำเป็นพิเศษกับนักเรียนทุกคนในระหว่างการเรียนการสอน คือ ขอให้นักเรียนทุกคนมีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพผู้พิพากษา ซึ่งทรงถือเป็นหัวใจสำคัญให้ผู้พิพากษาทุกคนยึดถือเป็นปณิธานในการปฏิบัติหน้าที่ทรงได้ประทานกลอนให้ผู้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมพึงระลึกเพื่อเตือนสติตนเองไว้เสมอว่า "เอ็งกินเหล้าเมายาไม่ว่าหรอก  แต่อย่านอกทางไปให้เสียผล  จงอย่ากินสินบาทคาดสินบน  เรามันชนชั้นปัญญาตุลาการ"

            

ปัญหาอีกอย่างหนึ่งสำหรับศาลไทยในเวลานั้น คือ เรื่องของศาลกงสุลต่างชาติ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในเมืองไทยเป็นที่รู้กันว่าชาวต่างพวกนี้มีอำนาจอิทธิพลมาก เวลาเกิดคดีความ ข้อโต้แย้งขึ้นมาก คนไทยมักตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะชาวต่างชาติมักอ้างว่ากฎหมายยังล้าหลังไม่ทันสมัยเพื่อเป็นข้ออ้างเอาเปรียบคนไทยซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ศาลไทยยังไม่พร้อมที่จะรับข้อกฎหมายใหม่ ๆในเวลานั้น พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ทรงแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยการจ้างชาวต่างชาติมาเป็นผู้พิพากษาเป็นเหตุให้ผู้พิพากษาศาลไทยเกิดความกระตือรือร้นเร่งศึกษาชากฎหมายไทยและต่างประเทศทำให้ศาลไทยมีความเชื่อถือมากขึ้นและเป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติ ถึงกับยกเลิกศาลกงสุลยอมให้คนชาติตัวเองมาขึ้นศาลไทยในส่วนการแก้ไขตัวบทกฎหมายนั้น ได้ทรงกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าเกล้าเจ้าอยู่หัวให้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่ตรวจชำระพระราชกำหนดบทพระอัยการ ตลอดจนจัดระเบียบกฎหมายที่ใช้มาเป็นเวลานานจนล้าสมัย เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสศึกษาและเข้าใจตัวกฎหมายได้ง่ายขึ้น และเพื่อสะดวกต่อการพิจารณาคดีทั้งปวง คณะกรรมการชุดที่ว่านี้ประกอบไปด้วย ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายทั้งฝ่ายไทยและต่างประเทศ โดยทรงเป็นองค์ประธานคณะกรรมการเองการยกเครื่องกฎหมายในครั้งนั้นกล่าวได้ว่า ทรงเป็นหัวเรือใหญ่ในการร่างกฎหมายอย่างแท้จริง จนประสบความสำเร็จเป็นประมวลกฎหมายไทยฉบับแรก ซึ่งต่อมาเมื่อมีการประกาศการใช้กฎหมายแล้ว ยังได้ทรงเขียนอธิบายตัวบทกฎหมายให้มีความเข้าใจได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อสะดวกต่อการศึกษา และให้เกิดการตีความตรงกับเจตนารมณ์ของผู้ร่างอันถือเป็นรากฐานสำคัญของการก่อตั้งวิชานิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในปัจจุบันต่อมาคณะกรรมการชุดดังกล่าวยังได้ตรากฎหมายขึ้นมาใช้อีกหลายฉบับจนกระทั่งได้ยกฐานะเป็นกรมร่างกฎหมายและพัฒนากลายมาเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกาในทุกวันนี้ นอกจากนี้ในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ ทรงได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นกรรมการในศาลกรรมการฎีกาหรือศาลฎีกาในปัจจุบัน มีหน้าที่คอยตรวจตัดสินความฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดของประเทศ "ชีวิตของฉันเกิดมาเพื่อรับใช้ประเทศชาติ" จะเห็นได้ว่า ตลอดเวลาที่อยู่ในตำแหน่งเสนาบดี ๑๔ ปีได้ทรงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มพระกำลังสามารถและมีพระวิริยะอุตสาหถะในการทำงานมาโดยตลอด โดยไม่ได้ย่อท้อต่ออุปสรรคและความเหน็ดเหนื่อยพระยามานวรราชเสรี เคยทูลถามพระองค์ท่านว่า"ไม่เคยเห็นใครทำงานมากอย่างใต้ฝ่าพระบาทมีพระประสงค์อย่างไร" พระองค์ท่านทรงตอบกลับไปว่า "รู้ไหม My life is service (ชีวิตฉันเกิดมากเพื่อรับใช้ประเทศชาติ)" พร้อมกับทรงยกคติพจน์ของชาวอังกฤษชื่อ Kingsley โดยรับสั่งว่าสิ่งที่พระองค์ท่านยึดถือเป็นคติพจน์ประจำตัว คือ "คนเราควรจะให้แต่ไม่ควรจะขออะไรจากคนอื่น ควรกินพอประมาณ ไม่ควรกินมากเกินไปจนถึงท้องกางควรจะช่วยเหลือคนอื่นไม่ใช่เหยียบย่ำ ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน"

           

ผลจากการที่ทรงตรากตรำพระวรกายอย่างหนักเพื่อประเทศมาเป็นระยะเวลานาน จึงเริ่มทรงประชวรในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ด้วยพระอาการปวดพระเศียร จำอะไรไม่ค่อยได้เวลาทำอะไรมักจะทรงเหนื่อยเร็ว จึงกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งเสนาบดี แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะโปรดเกล้าฯให้ทรงหยุดพักรักษาพระองค์ได้ แต่พระอาการประชวรไม่ดีขึ้นมากนักถึงกระนั้นก็ตามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ พระองค์ท่านก็ยังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตราธราชในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ และถัดมาปีเดียวก็ทรงเลื่อนพระอิสริยะศักดิ์เป็นพระเจ้าพี่ยาเธอกรมหลวงราชบุรี ดิเรกฤทธิ์ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๖๒ ทรงประชวรหนักขึ้นด้วย โรควัณโรคที่พระวักกะต้องเสด็จไปรักษาพระองค์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสและสิ้นพระชนม์ที่กรุง ปารีสนั่นเอง เมื่อ วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๔๖๓ พระชนมายุได้ ๔๗ ชันษา สร้างความเสียใจแก่ประชาชนและข้าราชการศาลยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณงามความดีของพระองค์ท่านเนติบัณฑิตยสภาจึงได้ถือเอาวันที่ ๗ สิงหาคมอันเป็นวันสิ้นพระชนม์ให้เป็น "วันรพี" พร้อมทั้งจัดงานบำเพ็ญกุศลทักษิณานุสรณ์เป็นประจำทุกปีถึงวันนี้แม้ว่าจะทรงจาพวกเราไปแต่พระเกียรติคุณที่ทรงสร้างไว้ให้เป็นบรรทัดฐานกับวงการศาลยุติธรรมตลอดจนการเป็นแม่แบบที่ดีให้ชาวนิติศาสตร์รุ่นหลังได้ก้าวเดินตามอย่างสง่าผ่าเผย ย่อมจะไม่เลือนหายไปจากความทรงจำ และจะยังคงสถิตอยู่ในใจชาวไทยทุกคนตลอดไป...

edit @ 13 Nov 2007 03:00:03 by F16FALCON



F16FALCON
View full profile