2007/Nov/11

พระบิดากฎหมายไทย คือ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หรือ พระนามเดิมว่าพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์
เป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๑๔ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๕) กับ เจ้าจอมมารดากลับ ประสูติเมื่อวันพุธ ขึ้น ๑๑ ค่ำเดือน ๑๑ ปีจอ จุลศักราช ๑๒๓๖ ตรงกับวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๔๑๗ เมื่อทรงพระเยาว์ ทรงเข้ารับการศึกษาวิชาภาษาไทยครั้งแรกที่สำนักพระยาศรีสุนทรโวหาร(น้อยอาจารยางกูร) จากนั้นทรงศึกษาภาษาอังกฤษขึ้นต้นในสำนักครูรามสามิแล้วไปศึกษาภาษาไทยต่อที่สำนักพระยาโอวาทวรกิจ (แก่นเปรียญ) และโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบโดยมีเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นอาจารย์ผู้สอน ต่อมาในวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๔๒๗ เมื่อเจริญพระชันษาได้ ๑๐ ชันษา ทรงเข้าพิธีโสกันต์ พร้อมด้วยพระเจ้าลูกยาเธออีก ๓ พระองค์ คือ พระองค์เจ้ากิตติยากรวรลักษณ์กรมพระจันทบุรีนฤนาท พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดมกรมหลวงปราจิณกิติบดีและพระองค์เจ้าจิระประวัติวรเดชกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ในปีถัดมาทรงผนวชเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามโดยในระหว่างที่ทรงผนวชแม้จะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพียง ๒๒ วัน แต่ได้ทรงแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถที่เหนือกว่าบุคคลทั่วไปเมื่อทรงจำพระวินัยสงฆ์ได้อย่างแม่นยำชนิดพระสงฆ์ที่บวชเรียนมาแล้วหลายพรรษา ก็ยังไม่สามารถท่องจำวินัยสงฆ์ได้แม่นยำเช่นพระองค์ท่าน
          หลังจากที่ทรงลาผนวชแล้ว เสด็จไปศึกษาต่อ ณ โรงเรียนมัธยมกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา ๓ ปีเมื่อสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมแล้วทรงสอบเรียนต่อกฎหมายที่มหาวิทยาลัยออกฟอร์ดได้ด้วยพระชนมายุเพียงแค่ ๑๔ ชันษา แต่ทางมหาวิทยาลัยไม่ยอมให้ทรงเข้าศึกษาต่อ เนื่องจากติดข้อบังคับที่ว่าอายุไม่ถึง ๑๘ ปีแต่ก็มิได้ย่อท้อ เสด็จไปขอร้องเป็นกรณีพิเศษต่อทางมหาวิทยาลัยว่า "คนไทยเกิดง่ายตายเร็ว" จนทางมหาวิทยาลัยยินยอมให้สอบอีกครั้ง ซึ่งก็ทรงสอบได้และได้ศึกษาต่อจนจบหลักสูตรปริญญาตรีด้านกฎหมายชั้นเกียรตินิยม โดยใช้เวลาศึกษาเพียงแค่ ๓ ปี จากปกติที่ต้องใช้เวลาเรียนถึง ๔ ปี นับเป็นบัณฑิตที่มีอายุน้อยที่สุดด้วยพระชนม์แค่ ๑๗ ชันษาจากนั้นเมื่อเสด็จกลับมาเมืองไทยทรงเข้ารับราชการที่กรมราชเลขานุการ ได้ใช้พระปรีชาสามารถ พระสติปัญญาและพระวิริยะอุตสาหะในการทำงานเป็นอย่างมาก ในไม่ช้าก็ทรงสามารถทำงานได้ทุกตำแหน่งในกรม จนเป็นที่ยกย่องของข้าราชการในกรมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเป็นเลิศในการร่างพระราชหัตถเลขาได้เป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระพุทธเจ้าหลวงยิ่งนัก ถึงขนาดที่ทรงเรียกพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ว่า "เฉลียวฉลาดรพี" พร้อมกับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นองคมนตรี ในขณะเดียวกันทรงมีตำแหน่งเป็นสภานายกพิเศษจัดตั้งศาลมณฑลและศาลเมือง (ศาลจังหวัด) ขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ โดยทรงจัดตั้งศาลหัวเมืองในมณฑลอยุธยาขึ้นเป็นแห่งแรกแม้ในช่วงนั้นจะมีคดีความในศาลคั่งค้างอยู่มาก แต่ก็ทรงตัดชำระความด้วยพระองค์เองจนเสร็จสิ้นภายในเวลาอันรวดเร็วได้อย่างถูกต้องและเที่ยงธรรม จนเป็นที่เลื่อมใสของประชาชนทุกคน
                     เสนาบดีหนุ่มผู้พลิกฟื้นศาลยุติธรรมไทย จากพระวิริยะอุตสาหะ ตลอดจนพระปรีชาสามารถที่ได้ทรงงานเพื่อพัฒนาวงการศาลยุติธรรมไทยให้ได้มาตรฐานสากลครั้นเมื่อตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมว่างลงเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าไม่มีใครเหมาะสมในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมมากเกินไปกว่าพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ จึงทูลเกล้าฯถวายพระนามพระองค์ท่านขึ้นเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ทั้ง ๆ ที่ในเวลานั้นทรงมีพระชนมายุเพียง ๒๒ ชันษาเท่านั้นนับเป็นเสนาบดีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยหรือประวัติศาสตร์โลกก็ว่าได้แม้จะทรงได้เป็นเสนาบดีตั้งแต่วัยเยาว์ แต่ด้วยพระอัจฉริยภาพตลอดระยะเวลา ๑๔ ปี ในชีวิตเสนาบดีได้ทรงมุ่งมั่นในการปรับปรุงแก้ไขระเบียบศาล และงานยุติธรรมของประเทศไทยให้มีความเจริญรุดหน้าเทียบเท่านานาอารยประเทศ จนทำให้กระบวนการยุติธรรมไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดมา พระปณิธาณสูงสุดในการทรงงานที่ตั้งพระทัยทำอยู่ตลอดเวลามีอยู่ ๒ เรื่องคือการมีผู้พิพากษาที่ดีมีคุณธรรม กับการพัฒนากฎหมายไทย ในส่วนของผู้พิพากษา ทรงเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนกฎหมายขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๐ โดยยืมสถานที่ของกระทรวงยุติธรรมเป็นสถานที่สอน โดยทรงให้เหตุผลในการก่อตั้งว่า การที่จะดำเนินการกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปอย่างราบรื่นจำเป็นจะต้องจัดให้มีผู้รู้กฎหมายมากขึ้นกว่าเดิมซึ่งวิธีที่จะทำให้มีผู้รู้กฎหมายมากขึ้นคือ การเปิดสอนวิชากฎหมายให้ เป็นที่แพร่หลายจึงเป็นที่มาของโรงเรียนสอนกฎหมาย แต่การดำเนินการสอนของพระองค์ท่านในระยะแรกต้องประสบปัญหาอย่างมาก เพราะเมืองไทยในขณะนั้นไม่มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญในด้านกฎหมาย จึงทรงต้องคัดเลือกและสอนนักเรียนด้วยพระองค์เองทุกวิชา นับเป็นพระภารกิจที่หนักมาก นอกเหนือไปจากงานราชการในหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติเป็นประจำอยู่แล้วแต่ถึงอย่างไรก็มิเคยย่อท้อ หรือเบื่อหน่ายแม้แต่น้อย ในที่สุดปลายปี พ.ศ. ๒๔๔๐ จึงเปิดให้มีการสอบไล่เป็นเนติบัณฑิตขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อให้เนติบัณฑิตเหล่านี้นำความรู้ที่เรียนมาไปรับราชการช่วยแบ่งเบาพระภาระ สิ่งที่พระองค์ท่านทรงเน้นย้ำเป็นพิเศษกับนักเรียนทุกคนในระหว่างการเรียนการสอน คือ ขอให้นักเรียนทุกคนมีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพผู้พิพากษา ซึ่งทรงถือเป็นหัวใจสำคัญให้ผู้พิพากษาทุกคนยึดถือเป็นปณิธานในการปฏิบัติหน้าที่ทรงได้ประทานกลอนให้ผู้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมพึงระลึกเพื่อเตือนสติตนเองไว้เสมอว่า "เอ็งกินเหล้าเมายาไม่ว่าหรอก  แต่อย่านอกทางไปให้เสียผล  จงอย่ากินสินบาทคาดสินบน  เรามันชนชั้นปัญญาตุลาการ"

            

ปัญหาอีกอย่างหนึ่งสำหรับศาลไทยในเวลานั้น คือ เรื่องของศาลกงสุลต่างชาติ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในเมืองไทยเป็นที่รู้กันว่าชาวต่างพวกนี้มีอำนาจอิทธิพลมาก เวลาเกิดคดีความ ข้อโต้แย้งขึ้นมาก คนไทยมักตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะชาวต่างชาติมักอ้างว่ากฎหมายยังล้าหลังไม่ทันสมัยเพื่อเป็นข้ออ้างเอาเปรียบคนไทยซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ศาลไทยยังไม่พร้อมที่จะรับข้อกฎหมายใหม่ ๆในเวลานั้น พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ทรงแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยการจ้างชาวต่างชาติมาเป็นผู้พิพากษาเป็นเหตุให้ผู้พิพากษาศาลไทยเกิดความกระตือรือร้นเร่งศึกษาชากฎหมายไทยและต่างประเทศทำให้ศาลไทยมีความเชื่อถือมากขึ้นและเป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติ ถึงกับยกเลิกศาลกงสุลยอมให้คนชาติตัวเองมาขึ้นศาลไทยในส่วนการแก้ไขตัวบทกฎหมายนั้น ได้ทรงกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าเกล้าเจ้าอยู่หัวให้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่ตรวจชำระพระราชกำหนดบทพระอัยการ ตลอดจนจัดระเบียบกฎหมายที่ใช้มาเป็นเวลานานจนล้าสมัย เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสศึกษาและเข้าใจตัวกฎหมายได้ง่ายขึ้น และเพื่อสะดวกต่อการพิจารณาคดีทั้งปวง คณะกรรมการชุดที่ว่านี้ประกอบไปด้วย ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายทั้งฝ่ายไทยและต่างประเทศ โดยทรงเป็นองค์ประธานคณะกรรมการเองการยกเครื่องกฎหมายในครั้งนั้นกล่าวได้ว่า ทรงเป็นหัวเรือใหญ่ในการร่างกฎหมายอย่างแท้จริง จนประสบความสำเร็จเป็นประมวลกฎหมายไทยฉบับแรก ซึ่งต่อมาเมื่อมีการประกาศการใช้กฎหมายแล้ว ยังได้ทรงเขียนอธิบายตัวบทกฎหมายให้มีความเข้าใจได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อสะดวกต่อการศึกษา และให้เกิดการตีความตรงกับเจตนารมณ์ของผู้ร่างอันถือเป็นรากฐานสำคัญของการก่อตั้งวิชานิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในปัจจุบันต่อมาคณะกรรมการชุดดังกล่าวยังได้ตรากฎหมายขึ้นมาใช้อีกหลายฉบับจนกระทั่งได้ยกฐานะเป็นกรมร่างกฎหมายและพัฒนากลายมาเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกาในทุกวันนี้ นอกจากนี้ในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ ทรงได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นกรรมการในศาลกรรมการฎีกาหรือศาลฎีกาในปัจจุบัน มีหน้าที่คอยตรวจตัดสินความฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดของประเทศ "ชีวิตของฉันเกิดมาเพื่อรับใช้ประเทศชาติ" จะเห็นได้ว่า ตลอดเวลาที่อยู่ในตำแหน่งเสนาบดี ๑๔ ปีได้ทรงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มพระกำลังสามารถและมีพระวิริยะอุตสาหถะในการทำงานมาโดยตลอด โดยไม่ได้ย่อท้อต่ออุปสรรคและความเหน็ดเหนื่อยพระยามานวรราชเสรี เคยทูลถามพระองค์ท่านว่า"ไม่เคยเห็นใครทำงานมากอย่างใต้ฝ่าพระบาทมีพระประสงค์อย่างไร" พระองค์ท่านทรงตอบกลับไปว่า "รู้ไหม My life is service (ชีวิตฉันเกิดมากเพื่อรับใช้ประเทศชาติ)" พร้อมกับทรงยกคติพจน์ของชาวอังกฤษชื่อ Kingsley โดยรับสั่งว่าสิ่งที่พระองค์ท่านยึดถือเป็นคติพจน์ประจำตัว คือ "คนเราควรจะให้แต่ไม่ควรจะขออะไรจากคนอื่น ควรกินพอประมาณ ไม่ควรกินมากเกินไปจนถึงท้องกางควรจะช่วยเหลือคนอื่นไม่ใช่เหยียบย่ำ ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน"

           

ผลจากการที่ทรงตรากตรำพระวรกายอย่างหนักเพื่อประเทศมาเป็นระยะเวลานาน จึงเริ่มทรงประชวรในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ด้วยพระอาการปวดพระเศียร จำอะไรไม่ค่อยได้เวลาทำอะไรมักจะทรงเหนื่อยเร็ว จึงกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งเสนาบดี แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะโปรดเกล้าฯให้ทรงหยุดพักรักษาพระองค์ได้ แต่พระอาการประชวรไม่ดีขึ้นมากนักถึงกระนั้นก็ตามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ พระองค์ท่านก็ยังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตราธราชในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ และถัดมาปีเดียวก็ทรงเลื่อนพระอิสริยะศักดิ์เป็นพระเจ้าพี่ยาเธอกรมหลวงราชบุรี ดิเรกฤทธิ์ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๖๒ ทรงประชวรหนักขึ้นด้วย โรควัณโรคที่พระวักกะต้องเสด็จไปรักษาพระองค์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสและสิ้นพระชนม์ที่กรุง ปารีสนั่นเอง เมื่อ วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๔๖๓ พระชนมายุได้ ๔๗ ชันษา สร้างความเสียใจแก่ประชาชนและข้าราชการศาลยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณงามความดีของพระองค์ท่านเนติบัณฑิตยสภาจึงได้ถือเอาวันที่ ๗ สิงหาคมอันเป็นวันสิ้นพระชนม์ให้เป็น "วันรพี" พร้อมทั้งจัดงานบำเพ็ญกุศลทักษิณานุสรณ์เป็นประจำทุกปีถึงวันนี้แม้ว่าจะทรงจาพวกเราไปแต่พระเกียรติคุณที่ทรงสร้างไว้ให้เป็นบรรทัดฐานกับวงการศาลยุติธรรมตลอดจนการเป็นแม่แบบที่ดีให้ชาวนิติศาสตร์รุ่นหลังได้ก้าวเดินตามอย่างสง่าผ่าเผย ย่อมจะไม่เลือนหายไปจากความทรงจำ และจะยังคงสถิตอยู่ในใจชาวไทยทุกคนตลอดไป...

edit @ 13 Nov 2007 03:00:03 by F16FALCON

Comment

Comment:

Tweet


lhyzmdsk wkkyrbqs hqijawte
#29 by FzUAOoqPc (94.102.49.213) At 2009-08-15 03:22,
ljixkiua ubnbpewf tlevmlnf
#28 by fEaqAssjCa (94.102.49.213) At 2009-08-15 01:59,
iblgrcgj aehgtjdf nyifvome
#27 by lbfJzEhvMjkcURw (94.102.49.213) At 2009-08-14 21:41,
bsovgoqh dmpjdbso kloqqyte
#26 by VeDrMDJoxXvu (94.102.49.213) At 2009-08-14 18:47,
yvhvtfon kcvvnhqw bthkargg
#25 by SOTIFuIPE (94.102.49.213) At 2009-08-14 17:22,
uyzjkktw nsoqdbwy cbeluvzn
#24 by cfYLbgJLHyOPbzFPjR (94.102.49.213) At 2009-08-14 15:59,
lnbrqrpo fdonhyfx vxtqjymy
#23 by lZhUhYTds (94.102.49.213) At 2009-08-14 14:34,
joubgxec zbjrbpua lguuybop
#22 by xJjbgDlpNR (89.248.172.50) At 2009-08-10 02:03,
bczwxkqu owlkphja htexxedy
#21 by UxyHTXDFJsD (89.248.172.50) At 2009-08-10 00:40,
gfkfqiwo gcnmxetm eqxntwig
#20 by SRdoPLDHMxkilIFDPZf (89.248.172.50) At 2009-08-09 23:17,
vojuqebv zitiriyl pweqvdca
#19 by vpMQiyplMPTvIqYW (89.248.172.50) At 2009-08-09 20:26,
#18 by แป๋มค่ะ (115.67.242.86) At 2009-08-07 22:32,
rynenjbj rvfwwirp oxoeezft
#17 by KctYFxtCvuSUFmZBy (95.169.190.71) At 2009-08-01 12:19,
iynhnvzx qncqcqck awqzgdvw
#16 by BeVLXbpswZcKGlm (95.169.190.71) At 2009-08-01 10:57,
ewejrqon rqnpcfvp lkkteqcn
#15 by mIGzbuMVg (95.169.190.71) At 2009-08-01 09:37,
zwijbzqw rzptjwnz hikazwjl
#14 by qfzrzCdHlWeEBUOgh (95.169.190.71) At 2009-08-01 08:17,
veuhsfkv gzibdygw jzmxppqm
#13 by crqiKaAuiYGN (95.169.190.71) At 2009-08-01 06:57,
stynbcck jfnnzhcf koymvngl
#12 by OVkFNBUmptR (95.169.190.71) At 2009-07-31 19:17,
upwttyat mplhforb stsfefnh
#11 by vAjTDoTlmhlwnKMAC (95.169.190.71) At 2009-07-31 17:36,
luiwzbsk yzawhhuo lnuypwes
#10 by cMeqqvVo (95.169.190.71) At 2009-07-31 16:44,
qupkmnzp wvjplznl iverqetc
#9 by NSBWLiYSJMkM (95.169.190.71) At 2009-07-31 15:54,
omkbptpg sjxmnbks lnvzabhw
#8 by MaDtDCiV (95.169.190.71) At 2009-07-31 14:11,
ptqdrotv bbbibwzo neroscob
#7 by oDcarIye (95.169.190.71) At 2009-07-31 12:29,
ovvsuatd ssurgqaq ebxdvcpf
#6 by UOYNReEWYQaIQMHat (95.169.190.71) At 2009-07-31 11:38,
lefgsrgn pjdsbkcv iubrbgnm
#5 by WrJltYowehUanTs (94.102.49.213) At 2009-07-25 17:13,
suAwoe sbiskozo pdobcfkd tpurtzli
#4 by zRwnzmHohWKfGoIkla (89.248.172.50) At 2009-07-21 02:27,
พรุ่งนี้ก็วันรพีแล้วค่ะ
ที่อุดรก็จัดงานวันรพี ที่ศาลจังหวัด
ท่านองค์ภาฯ ก็เสด็จทอดพระเนตรในงานด้วยค่ะ
ตื่นเต้นจังเลยค่ะ
#3 by นุ่น นิติศาสตร์ (222.123.61.185) At 2008-08-06 11:01,
big smile
#2 by ✿Decies✿ At 2007-11-12 11:02,
พึ่งรู้นะคะเนี่ยว่าทรงศึกษาต่อมหาวิทยาลัยได้เร็วมาก แอบขำจังเลยค่ะ "คนไทยเกิดง่ายตายเร็ว" เลยต้องรีบเรียน...อันนี้ไปอ่านจากที่ไหนหรอคะ อยากทราบที่มา ตลกดีค่ะ ไหวพริบนี่...สมกับเป็นพระบิดาแห่งกฎหมายไทย จริงๆ ฮ่าๆ ฝรั่งยังต้องยอมแพ้cry
#1 by ◦○● ฬ.จุฬา ●○◦ At 2007-11-11 18:55,

F16FALCON
View full profile